ตอนนี้อยู่หัวหิน

ที่นี่ไม่หนาว

แต่พอจะมีลมเย็นๆ ของทะเลโชยมาแตะจมูก

เรามางานเปิดตัวเพลินวาน เฟส 2และ3

กินเบียร์สดไปหลายแก้ว

มันคงจะดีนะ

ถ้าคืนนี้ไม่มีบุรินทร์มาร้องเพลงหยุด รักไม่ได้ เธอทั้งนั้น ฯลฯ ให้ฟัง

เพลงบางเพลงก็ทำให้ทะเลสีดำดูเศร้าโศกขึ้นมา

 

ไม่ได้เมาสาบานได้

ไม่ได้เมา

 

*ภาพกลองไฟฟ้าบ้านพี่ติ๊ก ชีโร่ 

วันนี้นั่งตัวชากับบางสิ่งบางอย่างอยู่สักพักใหญ่ทีเดียว

นอกเหนือจาอากาศในออฟฟิศที่อยู่เหนือการควยบคุมเพราะเย็นราวกับอยู่อลาสก้าแล้ว

ยังมีเรื่องบางเรื่องที่ผ่านเข้ามาให้รับรู้ จริงๆ มันเป็นเรื่องน่ายินดีเรื่องหนึ่งแหละ

แต่มันก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด

เจ็บที่ตัวเองยืนอยู่ตรงนี้

ยืนแบบที่ทำไรไม่ถูก จะก้าวไปข้างหน้าหรือยืนขาสั่นอยู่อย่างนั้น

เรื่องบางเรื่องเราคงไม่ได้คิดเตรียมการมาล่วงหน้าหรอก ว่าจะปฏิบัติต่อกันอย่างไร

ตอนที่สบตากัน แล้วคุณเอ่ยปากถามว่า ฉันหายไปไหน ทำไมไม่รับโทรศัพท์และไม่ตอบเมล์ของคุณ

ในวันคืนที่ฉันทำใจให้ตัวเองแข็งแรงมาขนาดนี้

ฉันก็ไม่อยากนำพาตัวเองไปอ่อนไหวกับอะไรข้างหน้าอีกแล้ว

 

งานแฟตฯ ปีก่อน

ครบ 1 ปีแล้วสำหรับงานแฟตครั้งที่แล้ว จำได้เราเคยเขียนใส่บันทึกไว้ว่า...มันเป็นงานแฟตที่เศร้ามากครั้งหนึ่งในชีวิตก็ว่าได้

ในวันนั้นเราไปด้วยกัน เรายืนดูวงดนตรีหลายวงข้างๆ กัน เรากินข้าวและกลับบ้านด้วยกัน เราแลกเปลี่ยนสารที่อยู่หัวใจเราอย่างไม่คิดปิดบังกัน

บนทางด่วนจากเมืองทองกลับมาพระรามเก้า เวลาเกือบ 4 ทุ่ม เราขับรถด้วยอัตราเร่งเพียง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้เรามีเวลาอยู่ด้วยกันนานขึ้น

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ผ่านมาครบ 1 ปีแล้ว 1 ปีที่เขาเศร้ากับรักเก่าๆ และในเวลานั้นมีเราใช้จ่ายความอ่อนแอในตัวเองเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเขา

งานแฟตฯปีนี้

ได้รับข่าวจากพีอาร์งานแฟตฯในช่วงอาทิตย์หน้าแล้วว่า มีชื่อวงดนตรีของเขาขึ้นเล่นตอนเวลาเที่ยงครึ่งของวันอาทิตย์ แม้ตารางงานจะยังไม่ออกเป็นทางการ แต่แค่ได้รู้

สำหรับฉันแล้ว โลกใบที่ยืนอยู่มันเหวี่ยง

ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้
Moment ที่ยืนอยู่ข้างล่างเวทีตอนนั้นจะกักเก็บความอ่อนแอทั้งหมดที่เคยสร้างไว้ไหวไหม

............................................

ฉันขับรถออกจากออฟฟิศ มาแบบเบลอๆ ใช้ได้ 

ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ท้องฟ้าในฤดูหนาวมันมืดมิดขนาดนี้เชียวหรือ

^^'

 ปล.

1.ฟังข่าวเรื่องการรถไฟ รู้สึกแย่มากๆ เลย แม้จะรู้ว่าการซ่อมแซมหัวรถจักรเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ไม่ควรสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใช้บริการป่ะ บางคนต้องใช้รถไฟมาทำงาน บางคนบ้านอยู่นอกเมือง บางคนต้องหากินกะคนบนรถไฟ บางคนรถไฟคือชีวิตที่เหลือของเขา  บระเจ้า

2.เรื่องข่าวลือ และเรื่องหุ้นก็ทำเราเศร้าใจไปอีกเรื่อง คิดได้ไงนะเรื่องลือแบบนี้

edit @ 30 Oct 2009 09:58:21 by Oonarak^^'

 

         กลับจากงานหนังสือวันนี้ เป็นห้วงยามที่ชอบมาก เพราะการได้ไปเจอคนทำหนังสือด้วยกัน มันเป็นสังคมที่อบอุ่นเสมอ เวลาใครมาพูดให้ได้ยินว่า เขาไม่ไปเหยียบงานหนังสือนานแล้ว เพราะงานหนังสือทำลายระบบหนังสือในร้านหนังสือ ซึ่งคิดอย่างนั้นก็ไม่ผิด และเราก็ไม่คิดว่ามันเป็นวิธีคิดที่ถูก

        โดยส่วนตัวแล้วเราเองไม่ใช่คนต่อต้าน หรืออยากยื่นขาเข้าไปให้ใครสะดุดล้ม ส่วนมากจะรับฟัง และประมวลกับตัวเองได้ว่าคนแบบนี้เราควรแสดงออกด้วยท่าทีเช่นไร

        แต่วันนี้หลังจากที่กลับจากงานหนังสือ ได้เจอพี่โตโต้ พี่ฟัก พี่โอ๊ะ เจ้าหวาน พี่ต๊ะ-จักรพันธ์ คุณท้อฟฟี้ บรรดานักเขียนหลายคนที่สาวเท้ามาวนเวียนอยู่ที่บูธ
mars publishing K02 คนเหล่านี้ทำให้งานหนังสือมันมีความหมายมากกว่าแค่มาขายเพื่อให้ได้ยอดขายมากๆ แต่มันกลายเป็นสังคม มันกลายเป็นหมู่บ้านที่คอยแลกเปลี่ยน พักกินน้ำ ซื้อขนมติดมือมาฝาก หรือเปิดคณะตลกกันไป

         เราถึงชอบที่จะไปตรงนั้น ชอบเสวนากับผู้คนที่มีเคมีใกล้ๆ กันอย่างนั้น

        แถมวันนี้ได้เจอพีอาร์ตัวแม่ด้านหนังสือวรรณกรรม ชื่อพี่แตงโม แกเป็นผู้หญิงไฮเปอร์ และใส่ใจในรายละเอียดสูงมาก แกยื่นหนังสือหลายเล่มของสำนักพิมพ์ ฟรีฟอร์มให้เรา แล้วก็ลากเราไปยังบูธหนังสืออีกหลายเล่มที่แกทำประชาสัมพันธ์ให้

         คุยกันถูกใจ นิสัยถูกคอ แอบจิกกัดบรรดาสำนักพิมพ์ และนักเขียน แล้วก็ขำๆ ไปเรื่อย

         นอกจากนั้นเราก็แอบแวะไปคุ้ยๆ ร้านหนังสือเก่า ได้หนังสือเกี่ยวกับท่านประธานเหมาเจ๋อตงมา 3 เล่ม ถูกใจมากแต่ฝุ่นเยอะสุดๆ 555

-----------------------------------------------------------

หลังจากงานหนังสือคราวนี้ต้องตั้งใจผลิตงานแล้วล่ะ มีหลายสิ่งที่ต้องทำให้ได้ และจงมั่นใจในตัวเองให้มาก  พอดีดูหนังเกาหลีเรื่องหนึ่งอยู่ด้วยชอบประโยคที่พระเอกบอกนางเอกว่า "ถ้าเธอไม่มีปีก เธอก็ต้องสร้างมัน"

 

สู้ๆ นะทุกคน 

edit @ 25 Oct 2009 00:50:00 by Oonarak^^'