ไม่คิดว่าจะตั้งชื่อตอนได้เสี่ยวถึงเพียงนี้ 555           

        ลืมเล่าไว้ในตอนที่แล้วว่าตอนที่เครื่องบินลงจอด เด็กหนีออกจากบ้าน 5 คนก็ลงความเห็นกันว่าจะทิ้งกระเป๋าไว้ที่สนามบิน เพราะถ้าไม่มีคนมาเอา กระเป๋าของพวกเราจะถูกนำเข้าไปเก็บในห้องเก็บสัมภาระจนกว่าจะมีคนมาแจ้งรับกระเป๋า ซึ่งวิธีการนี้ไม่สมควรทำตามเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะสร้างปัญหาให้เจ้าหน้าที่และพอเราต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองของเกาหลี สาวน้อยตม. 2 คน งงๆ กับพวกเรามากเพราะนอกจากจะไม่แจ้งในใบกรอกเข้าเมืองว่าจะไปพักที่ใดแล้ว ยังไม่มีกระเป๋าเดินทางด้วย           

       สองสาวตม.ทำหน้างง พลิกดูพาสปอร์ต และตั้งคำถามมากมายกับเจ้ากอล์ฟและคานูว่าพวกเราจะเข้าเกาหลีไปทำอะไรกัน กว่าจะแจ้งว่าขอเข้าเมืองเพื่อไปทำความรู้จักกับโซลคั่นเวลารอเครื่องไฟลท์ต่อไปจะออก สองสาวขอดูตั๋วเครื่องบินที่เราตีล่วงหน้ามาจากกรุงเทพฯ ว่ายืนยันจะไปญี่ปุ่นต่อจริงๆ             เราตอบภาษาอังกฤษ ไปอย่างม้าๆ ช้างๆ ว่า “I came with him” แล้วก็ชี้ไปทางกอล์ฟและคานู she ถามต่อว่ามากันกี่คน เราเลยต้องชี้นิ้วให้เห็นว่ามากัน 5 คน เธอทำหน้างงๆ สักพักแล้วก็ปล่อยพวกเราโบยบินสู่กรุงโซลสมใจ           

       หลายคนอาจไม่รู้ว่าทำไมเกาหลีไม่ต้องทำวีซ่าเข้าเมืองเหมือนประเทศอื่นๆ เหตุผลเพราะว่าไทยไปร่วมรบในสงครามเกาหลี เลยได้รับสิทธิพิเศษนี้ ไงล่ะเหตุผลสุดกะยอด ฮ่าๆ เวียดนามก็คิดงี้ปะเนี่ย เห็นอย่างนั้นถ้าเราไปช่วยอิรักรบ เราจะได้เข้าอิรักโดยไม่ต้องทำวีซ่าด้วยป่าวเนี่ย มีใครสนใจไปป่าว            

       มาต่อจากตอนที่แล้วคือเรานั่ง airport bus มุ่งหน้าเข้าเมือง ในราคา 9000 วอน ที่พนักงานขับรถ จะเดินมาตรวจความเรียบร้อยให้ผู้โดยสารคาด safety belt ก่อนออกเดินทาง แล้วหลังจากนั้นก็ใช้เวลาหนึ่งอึดใจ ราวๆ 40 นาที ไปลงรถที่ย่านมหาวิทยาลัยฮงอิก แต่ แต่ แต่ ถนน ร้านรวง ช่างเงียบเหมา เวลาเช้าตรู่เช่นนี้ (7-8โมงเช้า) ร้านต่างๆ ยังม่ะเปิด  ท่ามกลางฝนพรำ ที่เหมือนโซลจะส่งสัญญาณต้อนรับเรา(สาวน้อยที่ตกหลุมรักโซจีซบ-พระเอกซีรีย์ขอโทษครับ ผมรักคุณ...อย่างหมดหัวใจ)            

      เราเลยวางแผนการกันใหม่ ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี ที่ไม่ไกลเกิน และกลับมายังถนนแห่งนี้ก่อนที่จะต้องไปสแตนด์บายตั๋วที่สนามบินอินชอนในเวลา 4 โมงเย็น เราเลยตัดสินใจกันว่าจะไปชมพระราชวัง แหมๆ ก็มาถึงที่ไปดูของดีของเขาเสียหน่อย สรุปว่าเราก็มุ่งหน้าสู่ พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace) ที่เป็นฉากในซีรีส์เรื่อง เจ้าหญิงตัวร้าย กับเจ้าชายเย็นชา นั่นล่ะ           

     ตอนที่เดินไปยังรถไฟใต้ดิน ระหว่างทางเราเจอกราฟิตี้ของชาวโสมที่แจ่มมาก เพราะมันดูเป็นภาพที่น่ารัก เท่และเก๋กว่ากราฟิตี้ที่บ้านเราเยอะเลย ดูเขาคิดเยอะมาก และก็ใส่หัวใจลงไปในภาพเหล่านั้นมากกว่าหาสีเสปย์มาและให้ผนังเป็นที่ประกาศศักดิ์ดาว่าข้าเป็นใคร สถาบันอะไร ใครเป็นพ่อใครแบบที่มีมากมายตามผนังของมหานครกรุงเทพฯ             

      เราต้องสนทนากับเจ้าหน้าที่เพื่อถามถึงสถานีปลายทาง ...พระราชวังเคียงบกกุง แม้ภาษาอังกฤษสำหรับคนเกาหลีอาจเป็นปัญหาอยู่ เหตุเพราะคนเกาหลียังเต็มไปด้วยความชาตินิยม เขาถือว่าภาษาเกาหลีดีที่สุดแล้ว คือถ้าไปเกาหลี ไม่ว่ารถ(ฮุนได)หรือข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ก็จะเป็นของที่เป็นแบรนด์ของเกาหลีเสียมาก รวมทั้งคนหนุ่ม-สาวคนเกาหลีที่ขึ้นชื่อและยอมรับในเรื่องการทำศัลยกรรมใบหน้าว่าเป็นเรื่องปกติ คนที่นั่นถือว่า เกิดมาชาติหนึ่งก็ต้องสวย หล่อ และดูดีที่สุด ซึ่งเราก็เห็นจริงๆ กับตาตัวเองเพราะหญิงสาวที่นั่งเบาะตรงข้ามเรา เธอคงเพิ่งไปศัลยกรรมจมูกมาหมาดๆ เพราะเธอส่องกระจกส่องแล้วส่องอีก จนเราเห็นผ้าปิดแผลเล็กๆ ที่ปลายจมูกของเธอจึงต้องร้องอ๋อขึ้นมาในทันที             

      หลังจากนั้นเราก็มุ่งไปที่สถานีเคียงบกกุง (Gyeongbokgun Station) ทางออกหมายเลข 5 สาย 3 ที่นี่จะเปิดเวลา 09:00-18:00 น. และปิดวันอังคาร โดยเสียค่าเข้าชมคนละ 700 -1000 วอน แต่ แต่ แต่ ขณะที่เราไปถึงฝนตกหนักทีเดียว ทำให้เราต้องเดินเข้าไปยังพิพิธภัณฑ์ข้างๆ พระราชวังเคียงบกกุงเสียก่อนในนั้นเต็มไปด้วยของโบราณ มีให้ดูเยอะทั้ง ถ้วยชาม คัมภีร์ ชุดฮันบก รวมทั้งร้านของที่ระลึกด้วย ซึ่งในนั้นเราก็เจอลุงเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลใจดี พยายามสื่อสารภาษาเกาหลีกับเราด้วยความเป็นมิตร แต่พวกเราไม่ค่อยเป็นมิตรกะลุงเท่าไหร่ 555 พอพูดชมเข้าหน่อยลุงถูกใจ คราวนี้ก็เดินตามเราตลอดเวลา             

      จนเดินในพิพิธภัณฑ์ครบทั้ง 3 ชั้นแล้ว เราก็เดินผ่านมายังประตูทางออกที่มุ่งไปสู่พระราชวัง แม้ในตอนแรกเราได้แต่ยืนมองพระราชวังผ่านม่านฝนโปรยอยู่ไกลๆ ในองศานี้ทำให้เห็นว่าข้างหลังวังเป็นภูเขาที่มีชั้นหมอกสลับกับสีเขียวของต้นไม้บนเขา...มันสวยดีเหลือเกิน พอรอได้สักพักเราก็พากันวิ่งไปยังพระราชวังตรงหน้าเรา แต่ก็ไม่ได้เข้าไปหรอก เพราะฝนพรำและต้องเสียเงินค่าเข้าชม เรายืนมองพระราชวังอยู่ข้างหน้า และพอดิบพอดีที่ทหารกำลังเดินสวนสนามมาตั้งแถวเพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพข้างหน้าตรงที่เรายืนอยู่            

      พี่ๆ ที่แต่งชุดทหารเกาหลีสมัยราชวงศ์โชซอนนี้ มีใบหน้าที่ช่างไร้ความรู้สึกยิ่ง หรือเขายืนอยู่อย่างนี้จนชินและชาเสียแล้วก็ไม่รู้  แต่ท่ามกลางทหารที่เรามองผ่านไปยังวังตรงหน้าเขาเล่าว่าพระราชวังเคียงบกกุง แห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1394 เพื่อเป็นพระราชวังหลักของราชวงศ์โชซอน (Joseon Dynasty) อันเป็นราชวงศ์ที่สถาปนาขึ้นโดยกษัตริย์แทโจ ในจำนวนพระราชวังทั้ง 5 ที่สร้างขึ้นในราชวงศ์นี้ พระราชวังเคียงบกกุงแห่งนี้ ถือเป็นพระราชวังที่สวยงามและยิ่งใหญ่ที่สุด

      อีกทั้งภาพของเด็กน้อยชาวเกาหลีใส่เสื้อกันฝนสีฟ้าวิ่งมาท่ามกลางสายฝนโปรย เกาหลีน่ารักชะมัด สถานที่ต่อไปเราเดินไปยังถนนอินซาดง ถนนที่เต็มไปด้วยแกลเลอรีสุดแสนจะน่ารักและเก๋อย่าบอกใคร เป็นถนนที่ท่ามกลางฝนพรำ ทำให้เราตกหลุมรักโซลเข้าไปใหญ่ มันเป็นถนนที่เต็มไปด้วยความกระจุ๊กกระจิ๊ก สีสัน และความคิดสร้างสรรค์ที่งดงาม ถ้ามีเวลาคงใช้จ่ายชีวิตอยู่ได้เป็นวันที่นั่น           

      และด้วยเวลาอันน้อยนิด และท้องร้องหิวโหย เรามุ่งหน้าลงสถานีรถไฟอีกครั้งเพื่อมุ่งหน้าถนนฮงแด ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาจากมหาวิทยาลัยฮงอิกซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน บนถนนสายนี้เขาว่ากันว่ากลางวันกับกลางคืนมีความน่าสนใจแตกต่างกัน เราได้แวะสาขา Lomography ของกรุงโซลและพบคุณโลโม่ฉี ณ ที่แห่งนี้            ในกลุ่มผู้ที่สนใจกล้องโลโม่ หลายคนจะรู้จักคุณฉี เขาเปิดร้านจำหน่ายกล้องโลโม่ทุกรุ่นที่มีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับราคาในเมืองไทย และในร้านก็มีภาพถ่ายจากกล้องโลโม่จากคนทั่วโลกที่อัพเดทรูปของตนเองลงในเว็บ Lomography นั่นเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่กอล์ฟ คานู ปุ๊กกี้ และอุ้ยต่างฮือฮาเพราะพวกเขาต่างมีรูปของตนเองประดับบนผนังในร้านแห่งนี้           

      พอทักทายกันหอมปากหอมคอ เราให้คุณฉีพาเราไปยังร้านคาลบี(หมูย่างเกาหลี) ที่ขึ้นชื่อ ในบริเวณนั้น พร้อมกับสั่งอาหารให้เราเสร็จสรรพ แม้จะไม่ได้มีโอกาสร่วมโต๊ะกัน แต่อาหารที่คุณฉีสั่งให้เรา พวกเราก็แอบใจหาย เพราะมาเต็มโต๊ะจนเราตกใจ ซึ่งหมูย่างร้านนี้ก็ทำให้เราอึ้งและทึ่งเพราะหมูสามชั้นที่หมักไว้สำหรับย่างนั้นหอมมาก ผสมเข้ากับกิมจิดองทั้งแบบย่างและแบบกินสด ที่มีรสชาดดีกว่ากิมจิที่เคยกินในเมืองไทยเสียอีก ทั้งยังมีของแกล้มกันเลี่ยนเป็นแป้งแผ่นบางที่มีผงถั่วป่นโรย อร่อย หนึบ และแปลกดี           

     สรุปว่าเราผ่านอาหารมื้อนั้นมาได้แบบน่าตกใจ ด้วยความหิว และเวลาที่กระชับเข้ามาเรื่อยๆ นอกจากนั้นคานูก็วิ่งไปซื้อโดนัทยี่ห้อ krispy kream ขนมขึ้นชื่อของที่นี่มาให้ลิ้มลองกัน บนถนนฮงแดแห่งนี้จะมีตลาดนัดศิลปะใกล้มหาวิทยาลัยฮงอิก ในทุกวันเสาร์ ตลอดเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ตรงบริเวณสนามเด็กเล็กตรงข้ามประตูหน้าของมหาวิทยาลัยมักจะคลาคล่ำไปด้วยเหล่าพ่อค้าแม่ค้าหนุ่มสาว ลูกค้า และผู้เที่ยวชมหัวสร้างสรรค์ จนแยกแทบไม่ได้ว่าใครเป็นใคร และสินค้าที่วางขายก็ไม่ใช่วัตถุโบราณ หรือของใช้ในบ้าน แต่เป็นของประเภทที่มีชิ้นเดียวในโลกที่สร้างสรรค์อย่างเป็นเอกลักษณ์โดยฝีมือนักออกแบบและศิลปินสมัครเล่น ซึ่งบางคนก็เป็นนักศึกษาเอกศิลปะ และบางคนก็มีศิลปะเป็นงานอดิเรก เป็นสินค้าประเภทเครื่องประดับ ตุ๊กตา เสื้อผ้า และอื่น ๆ คล้าย Indy In Town ที่เซ็นเตอร์พ้อยท์สมัยก่อนนั่นล่ะ
      โดยการสาธิตศิลปะในแต่ละอาทิตย์ จะมีทั้งการสาธิตการเป่าแก้ว และงานประดิษฐ์อื่น ๆ รวมทั้งศิลปะการแสดงซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลังของนักแสดงหนุ่มสาว ก็นับเป็นส่วนหนึ่งของตลาดนัดงานศิลปะแห่งนี้ ตลาดนัดงานศิลปะนี้เปิดทุกวันเสาร์ เวลา 13.00 น. - 18.00 น. แต่อาจจะปิดเนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม เช่นเดียวกับตลาดกลางแจ้งทั่วไป ดังนั้นจึงควรดูพยากรณ์อากาศก่อนเดินทางไป และเป็นที่นิยมทั้งคนในโซลเองและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาก            แม้จะเสียดายที่ไม่ได้แวะไปยังร้าน The 1st Shop of Coffee Prince ที่ตั้งอยู่ในละแวกเดียวกันนี้ด้วย เพราะหลังจากนั้นจำได้ว่าเราก็สาวเท้ามุ่งหน้าป้ายรถเมล์เพื่อนั่ง airport bus กลับไปยังสนามบินอินชอน เพื่อรอตั๋วสแตนด์บายไฟลท์อินชอน นาริตะของสายการบินเดิม แม้จะโดนพนักงานหน้าเคาว์นเตอร์จองตั๋วแอบก่นด่าว่าทีหลังอย่าจงใจทิ้งกระเป๋าไว้ที่สนามบินอีก ฮ่าๆ            

       และเราก็มีตั๋วไปนาริตะอยู่ในมือ ทำให้เรามีเวลาเดินเล่นในสนามบินอินชอนอีกพักใหญ่ๆ จนเราแอบนึกถึงหนัง/ซีรีส์เกาหลีหลายเรื่องที่เคยดู หลายเรื่องมีฉากจบในสนามบินแห่งนี้ สนามบินที่เท้าเรามีโอกาสได้มาเหยียบเยือนจริงๆ  

หมายเหตุ : เกาหลีมีเครือข่ายสายการบินในประเทศที่พัฒนาขึ้นเป็นอย่างดีโดย โคเรีย แอร์ (Korean Air) และเอเชียน่า แอร์ไลน์ (Asiana Airlines) ซึ่งให้บริการครอบคลุมถึง 17 เมืองสำคัญ การสำรองที่นั่งสามารถติดต่อที่สำนักงานสายการบินที่สำนักงานท่องเที่ยวเกาหลี (02) 753-9870 การขายตั๋วยังมีที่เคาน์เตอร์ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวของ อ.ส.ท.เกาหลี ที่สำนักงานใหญ่ในกรุงโซล 

 .............................................................................................................................

ส่วนเรื่องชีวิตก็มีเหตุให้จิตตกอีก

555 พอฟังเพลง "ไม่เคย" ในไอป๊อดแม้จะเป็นเพลงเก่า

ก็นึกน้อยใจ ในหลายๆ เรื่อง

พรุ่งนี้ต้องไปอยุธยา ไปงานลูกค้าที่คลังรถฮอนด้าหวังว่าจะมีเรื่องให้ตื่นตาตื่นใจ และบรรเทาอาการแบบนี้

edit @ 4 Aug 2008 12:37:19 by oonarak

ตอนที่ 1 เหตุผลที่ทำให้เราเดินทางด้วยกัน

 

        เรื่องทั้งหมดมันเริ่มต้นผ่านโปรแกรม msn กะรุ่นน้องคนหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อน รุ่นน้องคนนี้ชื่อเจ้ากอล์ฟ เป็นรุ่นน้องที่เคยร่วมโครงการ LP.MAG ของต้าเจียห่าว มาตอนนี้น้องเรียนจบและทำงานช่างภาพให้นิตยสารหัวหนึ่ง   ด้วยความบังเอิญทำให้เราเจอกันตามงานจวบจนไปเจอกันที่เชียงใหม่ทริป KTC แต่งงานบนบอลลูน หลังจากนั้นเราก็คุยกันบ่อยและเลยเถิดไปจนถึงเรื่องความสุข...ที่ได้ทำตามความฝันของเรา น้องอยากท่องเที่ยว และถ่ายภาพเราอยากท่องเที่ยว และเขียนหนังสือและด้วยความที่แฟนเจ้ากอล์ฟทำงาน ground ให้สายการบินสัญชาติเยอรมันแห่งหนึ่ง

        ในความโชคดีนี้พนักงานสามารถซื้อตั๋วเครื่องบินด้วยราคาถูกสุดๆ ได้ ภายใต้ข้อตกลงที่ว่า1.ต้องบินพร้อมกันกับพนักงานเท่านั้น 2.ถ้าไฟลท์นั้นเต็มก็ต้องเลื่อนเป็นไฟลท์อื่นและ 3.ต้องเป็นสายการบินที่อยู่ในกลุ่มของ สตาร์อาร์ริอันซ์ พอรู้อย่างนี้ก็ยิ่งทำให้เราฟุ้งกัน จนไปลงเอยที่ประเทศญี่ปุ่น ที่ราคาตั๋วถูกของพนักงานอยู่ที่ราคา 6,400 บาททำให้เราฟุ้งกันว่าอยากไปยังเมืองริมทะเลบนเกาะโอกินาว่าเกาะเดียวกันที่ทำให้หนังญี่ปุ่นหลายเรื่องทำเราร้องไห้นั่นแหละ นั่นล่ะคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่างหลังจากนั้นเราก็คืบหน้าทริปของความฝันเป็นระยะๆ

        จนได้คุยกะทางพี่อ้วน - ละออ ที่สำนักพิมพ์วงกลมพี่อ้วนบอกว่า" หนังสือท่องเที่ยวที่ขายได้ในบ้านเราน่ะ ต้องเป็นหนังสือท่องเที่ยวที่คนไทยนิยมไปด้วย" หลังจากนั้น เราก็ยังคงติดต่อกันผ่านโปรแกรมแชทเช่นเดิม แล้วก็มีข่าวงาน Fuji Rock Festival วันที่ 25-27 กรกฏาคมมา นั่นคือจุดเริ่มต้นจริงๆ ของทริปญี่ปุ่นในครั้งนี้

       กอล์ฟทำการติดต่อคุณ johnnie ผู้ประสานงานสื่อต่างๆ ของบริษัทออร์กาไนส์ชื่อ Smash ผู้ดูแลการจัดงานเพื่อขอบัตร international press เข้าร่วมงานด้วย และเราก็ติดต่อคุณ  johnnie  ไปในวิธีเดียวกันกะกอล์ฟเราติดต่อ johnnie หลายครั้งมาก คนญี่ปุ่นค่อนข้างมีระเบียบและก็เป็นเช่นนั้นจริงๆระหว่างนั้นเราเองก็เสนอพี่เพชร(บก.)ไป พี่เพชรพูดมาทำให้เราอึ้งๆ ก็เพราะพี่เพชรบอกว่าจะไปได้เหรอมันต้องใช้เงินเยอะนะ ส่วนใหญ่ถ้าไปงานแบบนี้เขาต้องเชิญเราไป และออกค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ แน่นอนตอนที่ฟังครั้งแรก เราโคตรใจแป๊วเลย...ทั้งที่คิดมาตลอดว่าจะได้รับโอกาสบางอย่างแต่ก็เข้าใจหมวกของบก.ที่เขาสวม และการประเมิณความเป็นไปได้จากประสบกาณ์ของบก.เองแต่ถ้าไม่ลองจะรู้ได้ยังไง ว่ามันน่ากลัวขนาดนั้น

       เราก็เลยลุยติดต่อ johnnie ถือเป็นการติดต่อหลายครั้งที่จบลงในปลายเดือนพฤษภาคม โดยเรามีรหัสยืนยันการเข้าร่วมงานอยู่ในมือเป็นที่เรียบร้อย... หลังจากนั้นตลอดเดือนมิถุนายน เราก็ลุยเคลียร์งานกันหัวแทบหลุดเพื่อจะมีวันหยุดยาวๆ ในเดือนกรกฏาคมสำหรับเดินทางไกล ระหว่างนั้นเราก็หาข้อมูลสำหรับภูเขาไฟฟูจิไว้ด้วยต้นกรกฏา กอล์ฟแจ้งว่าแฟนที่เป็นground มันเช็คไฟลท์บินในช่วงวันที่เราจะเดินทางซึ่งปรากฏว่าทุกสายการบินที่บินไปญี่ปุ่นนั้น...เต็มทุกไฟลท์!    

       แฟนเจ้ากอล์ฟก็ช่วยหาเส้นทางการเดินทางอื่น  ที่มีความเป็นไปได้มากกว่าข่าวการเปลี่ยนเส้นทางของสายการบินที่บินระหว่าง สุวรรณภูมิ-นาริตะ จึงเกิดขึ้นเพราะเราเปลี่ยนเส้นทางเป็นสุวรรณภูมิ-อินชอน และอินชอน-นาริตะแทนโดยเดินทางกับสายการบิน Asiana Airline สายการบินสัญชาติเกาหลีที่สุดแสนจะไฮโซและราคาตั๋วเครื่องบิน transit นี้เพิ่มเป็น 9,600 บาทแทนและเราจะมีเพื่อนร่วมทางกัน 5 คน นั่นคือเจ้ากอล์ฟ, คานู(แฟนหนุ่มของเจ้ากอล์ฟ),อุ้ย(เพื่อนสาวสมัยเรียนของกอล์ฟและนู), ปุ๊กกี้(เพื่อนของนู พนักงานที่ทำสายการบินเดียวกัน)และเค้าเอง อุอุ   หลังจากที่ไปเจอกันครั้งแรกในวันขอวีซ่าที่สถานทูตญี่ปุ่นข้างๆ สวนลุมไนซ์บาร์ซา และข่าวการขอวีซ่าที่สุดจะยากมากก็ทำให้เราวิตกกังวลสุดๆ เพราะเราเคยคุยกะพี่เอ๋ - นิ้วกลมชายหนุ่มเจ้าของหนังสือโตเกียวไม่มีขา พี่เอ๋ว่าเพื่อนเขาเคยขอวีซ่าไปญี่ปุ่นแล้วไม่ผ่านด้วยโอ้ เราฟังดังนั้นยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่เยย แถมพี่เพชรก็มาบิ้วท์ให้ตกจายอีก

        จนวันไปทำ เราก็ลุ้นๆ กันแต่วีซ่าไปญี่ปุ่นนั้นทำไม่ยากเลย สำคัญตรงที่ต้องมีเงิน 900 กว่าบาท บัญชีธนาคาร และใบยืนยันสถานะการทำงานจากทางบริษัทเท่านั้นล่ะ
รอดแน่ เราทั้ง 5 คนก็มีใบยืนยันจากทางบริษัท อีกสองวันทำการเราก็รู้ข่าวว่าวีซ่าเราผ่านแล้ว ทำให้ทริปญี่ปุ่นนี้ปลอดโปร่งเลยทีเดียว 

        ...หลังจากนั้น อีกอาทิตย์นึง การเดินทางจริงๆ ก็เริ่มต้นเราแลกเงินเยนไป 28,000 บาท และเงินวอนไป 1,000 บาทที่ร้านซูเปอร์ริช ตรงประตูน้ำเครื่องบินที่เราจะเดินทางออกจากสุวรรณภูมิตอน ห้าทุ่มกว่าๆ และเราต้องไปสแตนด์บายรอตั้งแต่สามทุ่มรอว่าไฟลท์ที่จะไปยังพอมีที่เหลือมั้ย... และก็เป็นโชคดีของเรา ไฟลท์ไปอินชอนยังพอมีที่ว่างสำหรับเราทั้ง 5 คน

        เราเองใช้เป้สะพายแบบแบ๊กแพ็กเกอร์ เหตุเพราะจะเดินทางสะดวกกว่ากระเป๋าแบบยกและลากซึ่งทำให้รู้สึกหนักมากทีเดียว และดันห่วงสวยเอาเสื้อผ้าไปเสียครบ 7 วันเลย ฮ่าๆ โคตรหนัก สรุปว่าคืนนั้นเราได้เดินทางไปเกาหลีด้วยสายการบิน Asiana Airline ที่บินนิ่มกว่าการบินไทยไปภูเก็ตหลายเท่าตัว

        ค่ำคืนเครื่องบินที่เราเตรียมใจมาแล้วว่าเราคงไม่ได้อาบน้ำแน่ๆ เพราะไฟลท์นี้จะไปถึงเกาหลีใต้ในตอนเช้า และเวลาที่นั่นจะเร็วกว่าไทยราวๆ 2 ชม. ดังนั้นเราจึงไปถึงเกาหลีในเวลาตี 4 ของเมืองไทย เราเดินเล่นในสนามบินอินชอนสักพัก เรานึกภาพหนังเกาหลีหลายเรื่องที่ใช้สถามบินแห่งนี้เป็นฉากจบนี่น่ะเหรออินชอนที่เรารู้จักผ่านหนังเกาหลีเหล่านั้นกว้างใหญ่ดีเหมือนกันหลังจากนั้นเราก็นั่ง airport bus มุ่งหน้าเข้าเมืองโซลตอนเช้าตรู่ และฝนพรำสวยดีจริงๆ ระหว่างทางมีแม่น้ำ มีต้นไม้เขียวขจีและฝนโปรยข้างนอกที่สวยดีสวยจนต้องนั่งนิ่งๆ และนึกทบทวนถึงความเหงาที่ผ่านมา 

  

.............................................................................................................................

ต่อจากนี้จะเขียนเล่าเรื่องที่ไปเที่ยวเป็นตอนๆ ลงบล็อกนะจ๊ะ

ส่วนชีวิตจะอัพเดทให้ในช่วงท้าย

 

ตอนนี้หลังจากที่กลับมาไม่กี่วัน ก็ยังเพลียๆ เพราะการอดหลับอดนอนติดต่อกันหลายคืน

แต่ก็ปรับสภาพร่างกายอยู่ ไม่รู้ทำไมถึงกินข้าวได้น้อยด้วย

แต่ก็โอเช ลุยงานกันต่อและก็เริ่มคุยเรื่องการเดินทางครั้งใหม่บ้าง

แม้จะมีเรื่องให้คิดใคร่ครวญเยอะ

ทั้งเรื่องจะไปหัวหินอาทิตย์หน้า ไปทำข่าวดีแทค

แม้จะเป็นหัวหินครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้แต่หัวหินครั้งล่าสุดมันมีแต่ทรงจำที่ดี

จนไม่อยากมีทรงจำอื่นนอกจากหัวหินครั้งนั้นอีกแล้ว

เฮ้อ แต่ก็ยังคลุมเครือไปหมดทั้งสิ่งที่อยู่ในหัวใจและสิ่งที่ยังวนเวียนให้คิด

ระหว่างเรา อาจจะขอสละสิทธ์หัวหินครั้งนี้

แล้วก็ใช้ชีวิตเหมือนทุกวัน 

 

edit @ 2 Aug 2008 15:20:20 by oonarak

edit @ 2 Aug 2008 15:24:36 by oonarak

กลับมาจากโลกแห่งความฝันแล้วจ่ะ

 

นี่เป็นเกาหลีภาพแรกที่เราชอบมาก

ที่ถ่ายผ่านหน้าต่างของรถ airport bus จากสนามบินอินชอนมุ่งหน้าถนนอินซาดง

เช้าตรู่ของที่นั่น คนน้อยมากแต่เราชอบ

ทั้งที่ฝนพรำตลอดเวลา

และบรรยากาศงึมงำสุดๆ ก็ตาม

คนเกิดฤดูฝนจะตกหลุมรักบรรยากาศแบบนี้

ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกนักหรอก...

ว่าแต่เรื่องทริปเกาหลี - ญี่ปุ่น คงต้องของอนุญาติเล่าในวันทำการอัพบล๊อกครั้งต่อไป

แต่วันนี้มาเม้าท์เรื่องวันเกิด

555

แด่ 18 ปีที่ผ่านมา

กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

พี่ต้นน้ำไอดอลอวยพรให้เราว่า

"มีความสุขกับการใช้ชีวิต แบบที่เคยมีนะ

เป็นแบบที่เป็น หายใจแบบที่หายใจ

และก็น่ารักแบบที่เคยน่ารัก ...จนกระทั่งอายุสิบเก้าเลยนะ"

ไงล่ะ

555 ไอดอลเฟ้ยยยยย

----------------------------------------------------------

นอกจากจะกลับมาถึงเมืองไทยเมื่อเที่ยงคืน

เอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าก็ปาไปตี 2 แล้ว

ต้องตื่นเช้ามาใส่บาตรตอนตี 5 อีก

แต่ก็โอเชนะ

ขับรถมาทำงาน

จำได้ว่าเพื่อนๆ สมัยมัธยมฯ นัดจะไปกินข้าววันเกิดเรากัน

พอบ่ายวันนี้โทรเช็คว่าจะเจอกันกี่โมง

เพื่อน
cancel ไปแล้วไม่มีใครว่าง ทั้งที่วันก่อนไปญี่ปุ่นก็นัดกันเสียดิบดี

เราก็บอก ไม่เป็นไร มันก็แค่วันธรรมดา

ไม่ได้อยากใช้คำพูดประชด

และไม่อยากใคร่ครวญถึงสิ่งอื่นใด

เพราะอย่างน้อยวันที่ 30 เดือนกรกฏาคมของทุกปีก็แค่วันธรรมดา

ที่มีเด็กผู้หญิงธรรมดาเช่นกัน

เกิดมาเป็นลูกสาวของผู้หญิงที่ไม่ธรรมดาเลย ...บนโลกใบนี้